20 bangabsolute gossipbangwoodhollywood stylevideos Make this site your homepage
   
 
 
ดูหนังที่บางวู้ด
  RSS Feed
mainreviewsvideosarchivescontact Sign up
October, 2008
 123456789101112
131415161718192021222324252627
28293031 

Review: Wall-E

 

WALL-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย หนังอนิเมชั่นเชิงนิยายวิทยาศาสตร์ จากผู้กำกับ แอนดรูว์ สแตนตัน ซึ่งมีผลงานเยี่ยมๆ มาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้ง Finding Nemo ของพิกซาร์เองด้วย

ผลงานร่วมผลิตของวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส และ พิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอ เรื่องนี้สร้างขึ้นจาก Theme ที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต้องทิ้งโลกไป แล้วมีคนลืมปิดสวิตช์หุ่นยนต์ตัวสุดท้ายบนโลกไว้ จากเสียงพากย์ของ เจฟฟ์ การ์ลิน, จอห์น ราทเซนเบอร์เกอร์, เคธี นาจิมี และ ซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ หนังความยาว 97 นาทีใช้งบสร้างประมาณ 180 ล้านเหรียญ เปิดตัววันแรกใน Box Office อเมริกาด้วยตัวเลข 23.1 ล้านเหรียญ และขึ้นอันดับหนึ่งในสัปดาห์นั้นด้วยรายได้ 63 ล้านเหรียญ

Wall-E เล่าเรื่องในปี 2815 หลังจากที่มนุษย์ต้องทิ้งโลกไปตั้งแต่ปี 2110  ไปอยู่สถานีอวกาศอันไกลโพ้น  มนุษย์จากโลกไปถึง 700 ปี แต่ก็ยังมีภารกิจติดตาม และรอคอยการกลับมายังโลกที่ปราศจากมลพิษ โลกจึงเหลือเพียงหุ่นยนต์ Wall–E ซึ่งยังคงทำภารกิจเก็บกวาดขยะอย่างโดดเดี่ยว มีเพียงแมลงสาบหุ่นยนต์เป็นเพื่อนเท่านั้น   Wall-E ใช้ชีวิตหลังจากเก็บขยะ ในการสะสมของใช้ต่าง ๆ รวมถึงดูหนังเพลงโรแมนยุค 70s เรื่อง Hello, Dolly! เขาดูมันทุกวัน ดูซ้ำไปซ้ำมา จนซึมซับอารมณ์เหมือนมนุษย์ โดยเฉพาะซึมซับการสัมผัส การจับมือ

วันหนึ่ง เขาได้เจอกับหุ่นยนต์สำรวจรุ่นใหม่ Eve ที่ส่งมาสำรวจโลกจากยาน Axiom เขาตกหลุมรัก และติดตามเธอไปทุกแห่ง แม้ Eve จะสนใจแต่เรื่องภารกิจตามหาสิ่งมีชีวิตก็ตาม ในที่สุด Wall –E ได้ติดตาม Eve เดินทางไปนอกโลก และพบว่ายังมีมนุษย์ และหุ่นยนต์มากมายอยู่  ที่นั่นมีหุ่นยนต์ดูแลมุนษย์ จนมนุษย์เริ่มกลายเป็นหุ่นยนต์ซะเอง เพราะไม่ได้ใช้กระดูก และกล้ามเนื้อเลย หนังสื่อให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี แต่คุณค่าทางจิตใจ อารมณ์สุนทรีย์ที่แท้จริง ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ Wall-E ได้ปลุกมนุษย์ชาย-หญิงคู่หนึ่ง ให้หยุดการใช้ชีวิตแบบ routine และเห็นสิ่งสวยงามที่แท้จริงรอบข้าง

และเมื่อพิสูจน์ได้ว่า มีพืชอยู่บนโลกได้ กัปตันยานต้องการกลับโลก ในขณะที่หุนยนต์บังคับยานอัตโนมัติต้องการยกเลิกคำสั่งกลับโลก Wall-E และ Eve ต้องผจญภัยและช่วยเหลือให้ยานกลับสู่โลก จน Eve เริ่มรัก Wall-E แต่ Wall-E กลับได้รับความเสียหายจนสูญเสียความทรงจำ Wall–E ถูก re –boot ขึ้นใหม่ เขาจะกลับมาจำ Eve ได้หรือไม่ ต้องไปชมกันเองค่ะ

ในเรื่องแทบไม่มีบทพูดเลย มีแต่ท่าทาง และเสียงของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะเสียงเรียกชื่อ Wall – E และ Eve ด้วยความรัก ความห่วงใย ยังคงรู้สึกก้องอยู่ในหัวของคนดู และหลายคนยิ่งได้ดูเรื่องนี้แล้ว ต้องกลับมาคิดย้อนดูตัวเอง ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาจทำให้คนเรามองข้ามสิ่งที่สวยงาม ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และยิ่งหนังกลับให้หุ่นยนต์รับรู้ถึงสัมผัส ถึงความรักอย่างมนุษย์ได้ ก็ยิ่งทำให้เรารู้ถึงว่าความรักมีค่า มีความหมายจริงๆ หลายคนดูเรื่องนี้แล้วยิ่งรักโลกของเราขึ้นอีกด้วยค่ะ

ส่วนของแถม ที่หนังเปิดด้วยหนังสั้น 5 นาที เรื่อง Presto นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก วัดได้ชัดจากเสียงหัวเราะของคนดูทั้งโรง
 
Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)

Tropic Thunder ล้ม Dark Knight สำเร็จ!!

 

หลังเอาชนะคู่แข่งเหี้ยมๆ มาได้ถึง 4 อาทิตย์ติด ถึงเวลาที่ The Dark Knight ต้องลงจากบัลลังก์ Box Office แล้ว จากการมาของหนังสงครามที่ล้อเลียนหนังสงครามอีกทีกับ Tropic Thunder ของผู้กำกับ/นักแสดง Ben Stiller โดยจุดขายคือ Robert Downey Jr. (Iron Man) ในบทคนดำ และการปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์ดังๆ หลายคนในเรื่อง รวมถึง Tom Cruise เป็นอาทิ

หนังทำเงินสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ $26 ล้าน ยังไงก็ตามจากการเปิดตัวตั้งแต่วันพุธ รายรับรวมของหนังน่าจะอยู่ที่ราวๆ $37 ล้าน อันดับสองแน่นอนยังเป็น The Dark Knight ที่ล่าสุดทำสถิติหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว โดยตัวเลขอยู่ที่ $460 ล้าน เอาชนะ Star Wars ไปเป็นที่เรียบร้อย (ถ้านับรายได้ที่ไม่ปรับตามค่าเงินนะ) weekend ที่ผ่านมา ผลงานเรื่องสุดท้ายของ Heath Ledger ยังคงทำได้อีก $17 ล้าน

และพูดถึง Star Wars อันดับสามก็คือภาคใหม่อีกเรื่องของซีรียส์ Star Wars: The Clone War งานอนิเมชั่นของ George Lucas ที่ยังอุตส่าห์เข็นอกมาเพื่อเป้าหมายเดียว - ฟันกำไรจากของที่ระลึก (โอเค รวมทั้งเปิดตัวเฟรนเชส์การ์ตูน Star Wars ทางทีวีด้วย) หนังทำได้ $15.5 ล้าน

 
Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)

Review: Journey to the Center of the Earth

 

Journey to the Center of the Earth ดิ่งทะลุสะดือโลก หนังแนว แอ็คชั่น ผจญภัย จากผู้กำกับ Eric Brevig เจ้าของรางวัลออสการสเปเชียลเอฟเฟกต์จาก Total Recall นำแสดงโดย Brendan Fraser, Josh Hutcherson และ Anita Briem

หนังสร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Jules Verne เป็นหนังที่ให้จินตนาการได้ดี หลายคนเคยวาดภาพถึงสิ่งที่อยู่ใจกลางโลกที่เคยอยากรู้มานาน ภาพใจกลางโลกซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์มีแต่ลาวาที่ร้อนแรง ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย ในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นโลกซ้อนโลก ซึ่งนำสู่การผจญภัยที่น่าติดตาม  หนังกล่าวถึง เทรเวอร์ (Fraser) นักธรณีวิทยาที่พี่ชายของเขาหายตัวไป 10 ปีก่อน  เมื่อเขาเจอเงื่อนงำจากบันทึกของพี่ชายที่อาจนำทางเขาไปพบพี่ชายได้ เขาจึงไม่รอช้า ที่จะตามไปตามบันทึกนั้น โดยมีหลายชายแอนเดอร์สัน (Hutcherson) และ ฮันน่า (Briem) คนนำทาง  ปีนขึ้นไปที่ภูเขาไฟในไอส์แลนด์ด้วยกัน การเดินทางของพวกเขา ไปไกลถึงใจกลางโลก ที่ 4,000 ไมล์ พวกได้พบกับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกยักษ์ นกเรืองแสง ฉลาม ไดโนเสาร์ และที่น่าประหลาดใจคือพวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่เข้าไปถึง พวกเขามีจุดมุ่งหมายในการกลับสู่พื้นผิวโลก และตามสูตรหนังเยาวชน การเดินทางครั้งนี้ยังให้อา/หลานได้รับรู้ถึงความรักที่พ่อมีต่อลูก และเข้าใจกันในที่สุด

หนังความยาว 92 นาที ถ่ายทำด้วยระบบดิจิตอล 3 มิติทั้งเรื่อง ซึ่งปีนี้คนไทยได้ดูหนังของ Brendan Fraser พร้อมกัน 2 เรื่อง อีกเรื่องคือ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ซึ่งผู้เขียนคิดว่า Journey นี้เสนอมุมมองใหม่ๆ มากกว่า The Mummy และยิ่งหากใครสนใจดูหนังแบบ 3 มิติ โดยใช้แว่นดู วิชชอล เอฟเฟกต์ก็สามารถมีให้เลือกชมอยู่หลายโรง
 
Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)

New trailer: Harry Potter and the Half-Blood Prince

 
 
Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)

Review: The Dark Knight

 

The Dark Knight ภาพยนตร์ทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของ Warner Bros. เรื่องนี้กำกับโดย Christopher Nolan ผู้กำกับหนุ่มจากอังกฤษที่เคยคืนชีวิตให้กับมนุษย์ค้างคาวมาแล้วใน Batman Begins (รวมทั้งงานกำกับอย่าง Memento และ The Prestige

นอกจาก Christian Bale ที่กลับมารับบทนำอีกครั้ง หนังยังได้ Gary Oldman, Morgan Freeman และ Michael Caine (ที่ฝีไม้ลายมือไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้วัยจะ 75 ปีแล้ว) ที่ต่างกลับมาในบทเดิม ขณะที่หน้าใหม่รวมถึง Maggie Gyllenhaal (ในบทที่เคยเป็นของ Katie Holmes), Aaron Eckhart ในบทอัยการหนุ่มไฟแรง Harvey Dent และ Heath Ledger ที่ฝากผลงานเรื่องสุดท้ายนี้ไว้ก่อนจากไปเมื่อต้นปีด้วยวัยเพียง 28 ปี ซึ่งหลายคนเชื่อว่าบท Joker ของเขามีสิทธิ์ชิงรางวัลออสการ์อีกครั้ง หลังจากบทนำของเขาใน Brokeback Mountain เมื่อปีก่อน

Knight เล่าถึงความพยายามของ Batman ที่ต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า คนธรรมดาใน Gotham อย่าง Harvey Dent ก็สามารถเป็นฮีโร่ พยุงความยุติธรรมแทนคนสวมหน้ากากอย่างเขาได้ ขณะที่ศัตรูอย่าง Joker ก็ต้องการพิสูจน์ให้ Batman เห็นเหมือนกันว่า ในท้ายสุดจะเลือกระหว่าง การจะเป็นฮีโร่จนตัวตาย หรือมีชีวิตอยู่รอจนกระทั่งตัวเองกลายเป็นวายร้ายแทน

(Spoiler highlighted in red)

ซึ่งทั้งคู่ต่างชนะกันคนละหมัด คือในท้ายสุด Harvey Dent คนดีของ Gotham ก็ถูกความโกรธครอบงำ แต่ในขณะที่ชาวเมือง Gotham ก็แสดงให้เห็นถึงการชนะใจตัวเอง ในฉากที่ผู้อพยพบนเรือ ต้องเลือกว่าจะระเบิดเรือที่บรรทุกนักโทษ หรือรอให้เรือนั้นกดระเบิดเรือของตัวเอง หนังจบโดยคำพูดของแบทแมนที่ Joker ต้องจดจำว่า อย่านึกว่าคน Gotham จะเลว ไม่มีศีลธรรมเหมือน Joker” รวมถึงการที่ Batman ยอมรับให้ตัวเองเป็นวายร้ายแทน เพื่อคงไว้ซึ่งความศรัทธาของชาวเมืองต่อ Harvey Dent  

หนังถ่ายทำชิคาโกให้เป็น Gotham ในเรื่อง ทำให้ฉากออกมาเหมือนจริงมากกว่าดูเป็นการ์ตูน ขณะที่ในฉาก Action ผู้ชมจะได้ดูการดีไซน์ชุด Batsuit ใหม่ รวมทั้ง Bat Mobile และ Batpod ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ Model ซึ่งช่วยสร้างความตื่นเต้นในฉากไล่ล่าได้เป็นอย่างดี

ตลอดความยาว 152 นาทีของ Knight มาพร้อมกับบทพูดที่แฝงไปด้วยคำคม และคุณธรรม ความยุติธรรมตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ช่วงแรกของหนังปูเรื่องไปแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ มากไป

แฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามภาคการ์ตูนอาจไม่ค่อยสะใจกับการตีความหนังที่ไม่ตรงซะทีเดียว โดยภาพของ Joker นี้ อาจดูไม่ดุร้าย หรือโรคจิตเท่าในการ์ตูน ตรงกันข้าม คำพูดหลายๆ คำกลับให้แง่คิดด้วยซ้ำ เช่น คำพูดของ Joker ที่แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นวายร้ายที่ไม่ต้องการเงินทอง ไม่กลัวตาย ต้องการแค่สนุก สะท้อนจากคำพูดที่ว่า ''Why so serious?' just smile!! ซึ่งในมุมมองของหนัง นั่นทำให้เขาเป็นผู้ร้ายที่น่ากลัวที่สุด จากการยากที่จะคาดเดานั่นเอง
 
Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)

Interview: Christian Bale ใน The Dark Knight

 

คำถาม: เคยมีซักวินาทีมั้ยที่คุณสงสัยว่าตัวเองจะได้มาใส่หน้ากากและปีกค้างคาวอีกครั้ง? 

คริสเตียน เบล: ไม่เคยคิดเลย ผมไม่รู้หรอกว่าคนอื่นคิดบ้างมั้ย  น่าจะไปถามคริสดูว่าเค้าเคยสงสัยบ้างมั้ย แต่ผมไม่ 

รู้สึกมั้ยว่าคุณเกิดมาเพื่อเล่นบทนี้? 

มันก็อาจจะเกินไปถ้าบอกว่าเกิดมาเพื่อเล่นบทนี้ แต่ผมก็มีความสนใจอย่างจริงจังกับบทแบทแมนในแบบที่คริส โนแลน ต้องการให้เป็น และผมก็คิดว่าหนังเรื่องที่สองนี้ล้ำหน้ากว่าภาคแรกมาก มันยืนหยัดเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมแบบไม่จำกัดประเภท

ในครั้งที่สองนี้ ชุดที่ใส่หนักขึ้นกว่าเดิมมั้ย หรือว่าใส่สบายขึ้น?

มันสบายกว่าเดิมมาก มันหนักขึ้นแต่มันก็ใส่สบายกว่าเดิม มีชิ้นส่วนประมาณ 110 ชิ้นในชุดนี้ แต่ในชุดดั้งเดิมมีแค่ 3 ส่วน ผมสามารถขยับศีรษะได้ มันเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น 

ชุดนี้ออกแบบมาเหมาะมากกับบทที่ต้องใช้การต่อสู้แบบ Keysi Fighting Method ในขณะที่ชุดแบบแรกนั้นค่อนข้างลำบากที่จะใส่เล่นบทต่อสู้ตามคิว  มันปรับปรุงได้ดีขึ้นมากในทุกๆ ด้าน และผมก็คิดว่ามันจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีกับกองทัพถ้ามีทหารและเครื่องแบบอย่างนี้ในอนาคต

อย่างนั้น ฉากในหนังที่ ลูเซียส ฟ็อกซ์ ให้ชุดที่ปรับปรุงใหม่แก่แบทแมนก็เลียนแบบมาจากชีวิตจริงน่ะซิ? 

ใช่เลย มันแน่นอนว่าชุดจะต้องมีการพัฒนา แต่จริงๆ มันก็เป็นคำขอส่วนตัวของผมด้วย ผมรู้ว่าคริสก็ต้องยืนกรานอย่างนั้น  เราจะขยับศีรษะกันได้ซะที ในหนังทุกเรื่องที่ผ่านมา แบทแมนไม่เคยหันหน้าได้เลย 

มันมีความสัมพันธ์กันระหว่างบทของแบทแมนกับโจ๊กเกอร์  คุณแก้โจทย์ในการตีบทของตัวละครที่ดูเหมือนจะมีสองบุคลิกภาพอย่างไร? 

แน่นอนเลย มันต้องเปลี่ยนแปลงมาก  โจ๊กเกอร์จะรู้สึกสนุกที่ได้มาปะทะกับแบทแมน เพราะคู่แข่งคนอื่นๆ ของเค้ากระจอกมาก  เค้าเป็นอัจฉริยะโรคจิตที่ตั้งใจสร้างความวุ่นวายและการทำลายล้าง และถ้าเป็นการทำลายตัวเองด้วยละก็ ใช่เลย  มันยากมากที่จะงัดข้อกับเค้าเพราะเค้าไม่ได้มาค้นหาอะไรนอกจากการอยู่กับปัจจุบันและการอยู่ในสังคมที่สับสนอลหม่านไร้กฎหมาย 

โจ๊กเกอร์ไม่มีความประนีประนอมเช่นเดียวกับแบทแมน แต่แบทแมนมีกฎข้อนึงคือ จะไม่ฆ่าใคร แต่เค้าก็รู้สึกขัดแย้งในตัวเองว่าจะทำตัวรุนแรงได้มากแค่ไหน เค้าต้องต่อต้านกับ การทำดี เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และสืบทอดหน้าที่การดูแลเพื่อนมนุษย์ของครอบครัว  แต่แน่นอนที่สุด โจ๊กเกอร์ที่เข้าถึงจิตใจเค้าได้มากกว่าใครก็พยายามยั่วยวนให้เค้าฉีกกฎของตัวเอง

 
Read more Email this |  AddThis Social Bookmark Button  | Comments (0)
   
Next »
   
   
recent posts
 
Review: Wall-E
By Pensuda Prathomkruk

Tropic Thunder ล้ม Dark Knight สำเร็จ!!
By Bhuwasit Buachan

Review: Journey to the Center of the Earth
By Pensuda Prathomkruk

New trailer: Harry Potter and the Half-Blood Prince
By Bhuwasit Buachan

Review: The Dark Knight
By Pensuda Prathomkruk

popular posts
 
Matt Damon ตกลงเล่น ‘Bourne’ 4

First 'X-Files 2' Trailer!

Michelle Rodriguez กลับก๊วน ‘Fast and Furious 4’

งานใหม่ของผู้ชนะออสการ์ปีนี้

‘Harry Potter and the Deathly Hallows’ แตกออกเป็นหนัง 2 เรื่อง

CATEGORIES

Awards
Oscar Oscar
YouTube
Trailers & Clips
Box Office
Videos
Posters
Images
Deals
Casting
Home Entertainment
Movie Marketing
Site Announcements
Lists
RIP
New Releases
TV series

GENRES

Drama
Thrillers
Action / Adventure
Comedy
Sci-Fi & Fantasy
Sequels & Remakes
Comic & Superhero
Animation
Horror
Thai Films
Documentary
Independent
Gay & Lesbian
Mystery & Suspense
War
Politics
Kids & Family
Sports
Shorts
Music & Musicals
Asian Films
Focus Features
Western
Romance

FEATURES

Theatrical Reviews
Interviews
Best / Worst

DISTRIBUTORS

Disney
Paramount
Universal
New Line
Lionsgate
Fox Searchlight
สหมงคลฟิล์ม
มงคลเมเจอร์
GTH
MGM
Paramount Vantage
Sony Pictures
The Weinstein Co.
Warner Bros.
United Artists
DreamWorks
Twentieth Century Fox
มงคลภาพยนตร์
United International Pictures (Thailand)

A-LISTS

Johnny Depp
Tim Burton
James Bond
Nicolas Cage
Tom Hanks
Julia Roberts
Tom Cruise
Will Smith
Steven Speilberg
Brad Pitt
Matt Damon
Angelina Jolie
Harry Potter
Nicole Kidman
Peter Jackson
Martin Scorsese
J.J. Abrams
Star Trek
Bourne
Jim Carrey
Leonardo DiCaprio
Keanu Reeves

CONTACT

Contact

 
 
 
ARCHIVES